การแก้ปัญหาข้อจำกัดของการทดสอบซอฟต์แวร์แบบแมนนวลด้วยการประยุกต์ใช้การทดสอบอัตโนมัติ
Solving the Limitations of Manual Software Testing Using Automated Testing
ผู้จัดทำ: นางสาวรมณ์มณียา สาริกา
อาจารย์ที่ปรึกษา: รองศาสตราจารย์ ดร.ประมวล ชูรัตน์
ที่มาและความสำคัญ
ในปัจจุบันระบบซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะในธุรกิจดิจิทัลและประกันภัย มีความซับซ้อนและต้องการความถูกต้องสูง จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ (QA) เพื่อให้ระบบมีความเสถียรและลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดก่อนใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม การทดสอบแบบ Manual Testing เพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัดด้านเวลา ความสม่ำเสมอ และอาจเกิดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human error) โดยเฉพาะเมื่อระบบมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โครงงานนี้จึงนำแนวคิด Automated Testing มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเครื่องมือ Katalon Studio ในการพัฒนา Test Script เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพของกระบวนการ QA เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์
วิธีการดำเนินงาน (Methodology)
กระบวนการพัฒนาระบบทดสอบอัตโนมัติในโครงงานนี้ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้:
-
Requirement Analysis: ทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน (Workflow) ของระบบแบบ End-to-End จากเอกสารความต้องการระบบ (Requirement)
-
Test Design: วิเคราะห์ Requirement และดำเนินการออกแบบกรณีทดสอบ (Test Case) ให้มีความครอบคลุมระบบ
-
Test Development & Execution: พัฒนาสคริปต์ทดสอบ (Test Script) และดำเนินการทดสอบระบบจริง
-
Test Reporting: สรุปและบันทึกผลการทดสอบ เพื่อใช้ในการติดตามและอ้างอิงผลลัพธ์การประกันคุณภาพ
ผลการดำเนินงาน (Results)
1. ผลการประเมินเวลาที่ใช้ในการทดสอบ (Testing Time Comparison): จากการเปรียบเทียบระยะเวลาทำงานระหว่าง Manual Test และ Automated Test พบว่า เมื่อกำหนดให้ระยะเวลาของ Manual Testing เท่ากับ 100% (คิดเป็นเวลาเฉลี่ย 40.67 นาที) ระบบ Automated Testing จะใช้เวลาเฉลี่ยเพียงประมาณ 43.87% (คิดเป็นเวลา 17.84 นาที) เท่านั้น
| วิธีการทดสอบ |
เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการรันระบบ |
สัดส่วนเวลาเมื่อเทียบกับแบบเดิม |
ระยะเวลาที่ประหยัดได้ |
| Manual Testing |
40.67 นาที
|
100%
|
- |
| Automated Testing |
17.84 นาที
|
43.87%
|
ลดลง 56.13%
|
จากผลทดสอบแสดงให้เห็นว่า Automated Testing ช่วยประหยัดเวลาลงได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการทดสอบด้วยมนุษย์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่กระบวนการ QA อย่างชัดเจน
2. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน:
-
ข้อจำกัดของการประเมิน: การทดสอบความพึงพอใจครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใช้งานจริงภายในโครงงานจำนวน 5 คน ทำให้ผลลัพธ์สะท้อนความคิดเห็นของผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม
-
ผลความพึงพอใจ: ในภาพรวมผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อการใช้งาน Automated Testing อยู่ในระดับมากที่สุด (ช่วงคะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00) โดยเห็นว่าช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ และเพิ่มความถูกต้องในการทดสอบจนสามารถนำไปใช้ในกระบวนการทดสอบระบบจริงได้
สรุปผล (Conclusion)
การดำเนินโครงงานเปรียบเทียบและประยุกต์ใช้ระบบทดสอบนี้ ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญ โดย Automated Testing สามารถลดระยะเวลาการทำงานลงได้ถึง 56.13% (จาก 40.67 นาที เหลือเพียง 17.84 นาที) อีกทั้งยังเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ป้องกันการเกิด Human error และเพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการตรวจสอบระบบ สอดคล้องกับผลประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช้งานจริงที่อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าระบบนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการนำไปใช้งานจริงในระยะยาว